รายละเอียด:
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ที่มีสารแกมมา-ออไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ในปริมาณสูง ผสานกับสารสกัดธรรมชาติอื่นๆ อีกหลากชนิด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจึงเหมาะสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องโรคภูมิแพ้ พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ(Anti-Oxidant) ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ทั้งยังช่วยป้องกันโรคร้ายอีกหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ความดัน และโรคอัลไซเมอร์ ได้อีกด้วย
ขนาดบรรจุ 120 เม็ด
กระแสน้ำมันรำข้างพุ่งแรงไม่หยุด เอสเนเจอร์ขอเอี่ยวแย่งเค้กด้วย ชี้เป็นทีเด็ดโกยยอดปลายปี เกทับคู่แข่งคุณภาพสูงไร้สารเคมีตกค้าง แถมราคาถูกกว่า พร้อมเผยหลังเปลี่ยนแผนผลตอบรับดีเยี่ยม เตรียมแต่งตัวลุยประเทศเพื่อนบ้าน คาดปลายปีมีเฮที่พม่า ส่วนลาวเป็นเป้าต่อไป นายบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ เปิดเผยว่า หลังมีการปรับแผนธุรกิจมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นทุกเดือนตรงตามเป้าหมายที่ได้วางไว้
โดยปัจจัยหลักมาจากการที่เอสเนเจอร์มีแผนธุรกิจที่ดี มีนักธุรกิจที่มีความสามารถ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ตรงนี้เองที่ช่วยให้เติบโตมากขึ้น และยังคาดว่าภายในเดือนตุลาคมจนถึงเดือนธันวาคม ยอดขายของบริษัทจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเกินจากที่คาดการณ์ไว้ สำหรับการปรับแผนจ่ายผลตอบ แทนของบริษัทนับเป็นเรื่องยาก ต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี ที่สำคัญต้องอธิบายให้นักธุรกิจเข้าใจในแผนใหม่ ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการปรับภาพลักษณ์ของเอสเนเจอร์ให้มีความทันสมัย เริ่มตั้งแต่การปรับช่องทางธุรกิจ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นมา นักธุรกิจเอสเนเจอร์สามารถที่จะดำเนินธุรกิจออนไลน์ ผ่านทางเว็บไซต์ได้ และยังสามารถตรวจสอบสายงาน และสั่งซื้อสินค้าในเว็บไซต์ได้ทันที โดยมีระบบการจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ด้วยความรวดเร็ว หากส่งต่างจังหวัดใช้เวลาไม่เกิน 5 วันเท่านั้น
ทั้งนี้ นายบัญชา กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้บริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ภายใต้แบรนด์ “โอไรซ์” โดยได้เปิดตัวด้วยกัน 2 ชนิด คือ โอไรซ์ 500 กับ โอไรซ์ โกลด์ ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่า คุณภาพเหนือกว่าที่วางจำหน่ายกันอยู่ในเวลานี้ ด้วยจุดขายของโอไรซ์นั้น เมื่อเปรียบเทียบกับที่มีอยู่ในตลาด ผลิตภัณฑ์ของบริษัทผ่านกระบวนการสกัดแบบธรรมชาติ 100% นอกจากนี้ยังปราศจากสารเฮกเซนที่เป็นสารเคมีในกระบวนการผลิตทางเคมี ทำให้ปลอดภัยต่อผู้บริโภคในระยะยาว อีกทั้งยังให้คุณค่าสูงกว่าน้ำมันรำข้าวที่มีอยู่ในตลาดด้วย
สำหรับกลยุทธ์ที่บริษัทวางไว้นั้น เรียกว่า “Hiso Low Price” หมายถึง โอไรซ์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง เมื่อเทียบกับราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งในตลาดถึง 10% และยังให้ผลตอบแทนการขายต่อชุดซุปเปอร์เซฟสูงกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมรายการส่งเสริมการตลาด ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้เข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของนักธุรกิจเอสเนสเจอร์ โดยการเตรียมโปรแกรม ในการเข้าถึงความต้องการบริโภคสินค้าของสมาชิก เพื่อให้เกิดการซื้อซ้ำและต่อยอดธุรกิจให้เติบโต โดยเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโอไรซ์นั้นอยู่ที่ 100 ล้านบาทในปี 2554 รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวต่อไปว่า นอกจากตลาดภายในประเทศแล้ว บริษัทยังได้วางแผนที่จะไปรุกตลาดเอเชียด้วยเช่นกัน โดยคาดว่าจะเริ่มต้นที่ พม่าและ สปป.ลาว ซึ่งจากการวิเคราะห์ตลาดขายตรงในต่างประเทศ พบว่าพม่ามีการเปิดเสรีในการทำธุรกิจมากขึ้น และเป็นธุรกิจที่ได้รับความสนใจ และล่าสุดได้มีการเซ็นสัญญาเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าในเดือนธันวาคมนี้จะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่พม่า ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ส่งไปทำตลาดจะเหมือนกับที่วางจำหน่ายในเมืองไทย แต่จะไม่ครบทุกรายการ เพราะถือว่ายังเป็นตลาดใหม่ จึงต้องศึกษาทิศทางการเติบโต ควบคู่ไปกับการวางแผนการตลาดให้เหมาะกับประเทศนั้นๆ ส่วนการเปิดตลาดใน สปป.ลาวนั้น คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ ภายในไตรมาสแรกของปี 2554
ปัจจุบันนี้กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มได้แก่ SNature Health, SNature Beauty, SNature My Self, SNature My Home และ SNature My Family อย่างไรก็ตาม นอกจากสินค้าในกลุ่มที่กล่าวมาแล้ว เวลานี้บริษัทได้เตรียมนำสินค้าใหม่เข้ามาวางจำหน่าย เพิ่มอีกในกลุ่มพรีเมี่ยม โดยเป็นการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายของกลุ่มบริษัทยินตัน ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแต่เดิมมีตัวแทนจำหน่ายในไทยอยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่าได้มีการปิดตัวลงไป ทางเอสเนเจอร์จึงได้เข้าตัดสินใจขอเป็นผู้นำมาจำหน่ายแทน ส่วนสมาชิกในบริษัทที่ปิดตัวไปนั้น ก็อาจจะมีย้ายมาทำธุรกิจกับเอสเนเจอร์บ้างบางส่วน โดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ที่จะนำเข้ามาก่อนจะมีอยู่ราว 3-4 รายการ